สวัสดีครับ ผมเชื่อว่าหลายท่านที่เข้ามาอ่านตรงนี้ 

คุณยังไม่ดีขึ้นจากอาการ “ถุงลมโป่งพอง” 

และยังคงทรมานแบบ “รุนแรง” อยู่ใช่มั้ยครับ? 

1.ต้องพกยาพ่น(ขยายหลอดลม) ตลอดเวลา 

2.เดินไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยหอบ ใจจะขาด 

(หายใจเข้าไม่เต็มปอด) 

3.ลงนอนราบไม่ได้เลยต้องหนุนหมอนสูง 

หรือนอนกึ่งนั่งกึ่งนอน ถึงจะหลับได้ 

ถ้าคุณเป็นทั้ง 3 อาการข้างบนนี้

หรืออย่างน้อย 2 ใน 3 

คุณก็กำลังเป็น “ถุงลมโป่งพอง” แบบรุนแรงแล้วครับ 

ระดับความรุนแรงของถุงลมโป่งพอง 

แพทย์ทั่วโลกใช้ระบบ GOLD แบ่งเป็น 4 ระดับ 

ตามประสิทธิภาพปอดที่วัดได้ 

(ข้อมูลจาก Global Initiative for COPD / GOLD) 

ระดับ 1 — เริ่มต้น ปอดยังเหลือประสิทธิภาพมากกว่า 80% 

ระดับ 2 — ปานกลาง ปอดเหลือประสิทธิภาพ 50-79% 

ระดับ 3 — รุนแรง ปอดเหลือประสิทธิภาพแค่ 30-49% 

ระดับ 4 — รุนแรงมาก ปอดเหลือประสิทธิภาพต่ำกว่า 30% 

อาจต้องใช้ออกซิเจนตลอดเวลา 

ถ้าคุณเข้าเกณฑ์ระดับ 3-4 แล้ว 

ความทรมานคุณคงรู้สึกชัดๆ ด้วยตัวคุณเองแล้วละครับ 

ว่าเวลาอาการกำเริบมัน “ทรมานแทบตาย” ขนาดไหน 

แต่มีอีกสิ่งหนึ่ง 

ที่สาหัสกว่า “ทรมานแทบตาย” 

ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ คือ… 

เสียชีวิตปีละประมาณ 15,000 คน 

(ที่มาประมาณการจากแหล่งสุขภาพในประเทศไทย) 

เพราะนอกจากค่ายาพ่นประจำวัน 

ที่ต้องจ่ายขวดละหลักร้อย ถึงหลักพันบาท 

ยังมีต้นทุนอีกอย่างที่มองไม่เห็น 

แต่สำคัญกว่าเงิน… 

คือ “เวลา” ที่หายไป 

เวลาเดินตลาดกับเมียที่คุณไปไม่ได้แล้ว 

เวลาเล่นกับหลาน ที่คุณเหนื่อยจนไม่ไหว 

เวลาทำสวน ทำไร่ ที่คุณเคยภูมิใจ 

และ “เวลา” ของคนในครอบครัว 

ที่ต้องหยุดงานเพื่อพาไปห้องฉุกเฉินทุกครั้งที่กำเริบ 

ที่ต้องเฝ้าดูแล คอยกังวลว่าจะหายใจไม่ออกเมื่อไหร่ 

ทั้งหมดนี้ยังไม่จบเท่านี้ 

ผมเชื่อว่าคุณน่าจะลืมอะไรบางอย่าง 

ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ 

คนที่เค้า “รักคุณ” 

คนที่สำคัญที่สุดในชีวิต 

ที่คุณอาจจะลืม? 

โรคถุงลมโป่งพองนอกจาก “ทรมานแทบตาย” แล้ว

ชีวิตแต่ละวันของคนรอบตัวคุณ 

ก็สาหัสเช่นกัน 

จากอารมณ์หงุดหงิด เหวี่ยง วีน ของคุณ 

ที่พร้อมจะระเบิดใส่คนที่รักคุณ อยู่รอบๆ ตัว 

(บางทีคุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้) 

ผมเชื่อว่าทุกคนเค้าเข้าใจ 

และให้อภัยคุณนะครับ 

เพราะทุกคน… “รักคุณ” 

 

เพราะทุกคน อยากเห็นคุณ 

กลับมามีความสุขอีกครั้ง 

คุณ… 

อยากกลับมาเป็นคนเดิมมั้ย? 

YES !!! ถ้าคำตอบคือ “ใช่” !!! 

ข้อต่อไปนี้คือ “หัวใจ 

ที่สำคัญมากๆ 

ที่คุณต้องห้ามพลาดเด็ดขาดครับ 

เพราะจะทำให้คุณ… 

ได้กลับไปเป็นคุณ “คนเดิม” 

คุณต้องเข้าใจเสียก่อนว่า 

โรค “ถุงลมโป่งพอง” นี้

ไม่ใช่แค่โรคของคนเคยสูบบุหรี่ 

และไม่ใช่แค่ “อายุมากขึ้นปอดก็เสื่อม” 

ถ้าผู้เชี่ยวชาญจริงๆ 

จะไปแก้ปัญหาให้ตรงจุด 

ซึ่งเค้าจะไม่ไปแก้เฉพาะ “อาการเหนื่อยหอบ” 

ให้ดีขึ้นเฉพาะหน้า อย่างเดียว 

แต่ “ตรงจุด” ที่แท้จริงคือ 

เค้าจะไปจัดการ “ฝุ่นควันพิษ” ที่ค้างในปอดคุณ 

และลดการอักเสบที่ฝุ่นควันพิษก่อไว้ทุกวัน 

เมื่อจัดการฝุ่นควันพิษและการอักเสบได้ 

ปอดก็จะไม่ถูกทำลายเพิ่มอีก 

ที่เหลืออยู่ก็ได้พักและฟื้นฟู 

คุณก็จะไม่แย่ลงไปอีก 

และค่อยๆ กลับมาหายใจได้ดีขึ้น 

คุณต้องรู้นะครับว่า ปกติปอดเรา 

มีถุงลมเล็กๆ 300 ร้อยล้านถุง 

แต่ละถุงทำงานเหมือนลูกโป่งยางจิ๋วๆ 

ที่ยืดหดได้เต็มที่ทุกครั้งที่หายใจ 

เค้าก็ทำงานเป็นปกติ 

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับคุณล่ะ? 

ผิดปกติยังไง? 

ถึงไปทำให้คุณเป็นถุงลมโป่งพองได้ 

 

มาทำความเข้าใจกันต่อไปครับ 

ทุกครั้งที่คุณสูดควันบุหรี่ ฝุ่น PM2.5 มลภาวะ 

หรือควันจากเตาฟืน เตาถ่าน เผาขยะ ที่สูดมาตลอดชีวิต… 

มันสะสมเป็น “ฝุ่นควันพิษ” ในปอดคุณ 

(เหมือนคราบดำๆ ที่จับผนังเตาถ่าน หม้อย่าง ปล่องไฟ) 

 

ฝุ่นควันพิษที่สะสมมาหลายปีนี้… จะกัดกินปอดคุณ 3 ทาง 

ทาง 1 — ฝุ่นควันพิษจะทำให้เกิดการอักเสบในปอด 

ไม่ใช่อักเสบที่เห็นแดงบวมนะครับ 

แต่เป็นการอักเสบเงียบๆ 

ที่ค่อยๆ กัดเนื้อถุงลมทุกวัน 

(เพราะอนุมูลอิสระในฝุ่นควันพิษ ไปทำลายเซลล์ปอด) 

ยิ่งฝุ่นควันพิษค้างนาน การอักเสบยิ่งรุนแรงขึ้น 

ผนังถุงลมยิ่งบาง ยางลูกโป่งยิ่งเสื่อม 

ยืดได้แต่หดกลับไม่ได้เหมือนเดิม 

ทาง 2 — ฝุ่นควันพิษ ทำให้ “ภูมิคุ้มกันในปอด” อ่อนแอ 

เซลล์ภูมิในปอดต้องคอยจัดการฝุ่นควันพิษทุกวัน 

จนเหนื่อย จนอ่อนแอลง 

คุณเลยติดเชื้อหวัด ไข้หวัดใหญ่ ซ้ำบ่อย 

ทุกครั้งที่ติดเชื้อ 

ปอดก็ถูกทำลายเพิ่มอีกชั้นนึง 

คนไข้เรียกว่า “กำเริบ” ไงครับ 

แต่ละครั้งที่กำเริบ ปอดก็แย่ลงถาวร 

ทาง 3 — ฝุ่นควันพิษ ทำให้ “เซลล์ปอดขาดพลังงาน” 

ในเซลล์ปอดมีโรงงานเล็กๆ ที่สร้างพลังงาน 

(หมอเรียกว่าไมโทคอนเดรีย) 

พอฝุ่นควันพิษโจมตีเซลล์นานๆ โรงงานนี้ก็พัง 

เซลล์ไม่มีพลังงาน 

กล้ามเนื้อหายใจก็ไม่มีแรง 

คุณก็เดินไม่กี่ก้าวก็หอบแล้ว 

3 ทางนี้รวมกัน = “วงจรร้าย” 

ฝุ่นควันพิษค้าง → เกิดการอักเสบ → ภูมิตก 

ภูมิตก → ยิ่งติดเชื้อซ้ำ 

ติดเชื้อซ้ำ → เซลล์ยิ่งหมดแรง 

และทุกวัน — ฝุ่นควันพิษใหม่ก็เพิ่มเข้าไปอีก 

ฝุ่นควันพิษใหม่ + ฝุ่นควันพิษเก่า สะสมไปเรื่อยๆ ทุกปี 

ปอดคุณก็แย่ลงทุกปี 

ไม่ใช่เพราะบุญกรรมอะไรเลยครับ

เมื่อ “ฝุ่นควันพิษ” สะสมในปอดคุณทุกวัน 

ผลสุดท้ายคือ… 

1.ถุงลมเล็กๆในปอดก็เสื่อม สูญเสียยืดหยุ่น 

พอปล่อยลมออก มันไม่คืนตัวเหมือนลูกโป่งใหม่ 

มันหย่อนค้างอยู่แบบนั้น 

2.ผนังถุงลมหลายๆใบพังรวมกันเป็นถุงใหญ่ 

พื้นที่แลกเปลี่ยนอากาศลดลง 

หมอเรียกว่า “ปอดโป่งขยาย” 

3.หลอดลมหนาตัวตีบ และสร้างเสมหะเยอะ 

ลมผ่านเข้าออกลำบาก 

กลายเป็นการอุดกั้นของหลอดลมอย่างถาวร 

คุณเจอปัญหาใหญ่แล้วล่ะ!!! 

ผมเชื่อว่าถึงตรงนี้ 

คุณจะมองเห็นภาพของปัญหาได้ชัดเจนขึ้น 

คุณรู้แล้วล่ะครับว่า 

มี “ฝุ่นควันพิษ” สะสมในปอดคุณทุกวัน 

และมันทำให้เกิดการอักเสบ + ทำลายภูมิ + ทำเซลล์หมดแรง 

แต่ก่อนที่คุณจะไปจัดการกับมัน 

คุณจะต้องรู้ก่อนว่า 

ฝุ่นควันพิษนี้ มันทำงานยังไง? 

ที่ไปทำให้คุณ “ทรมานแทบตาย” 

เพราะ “ฝุ่นควันพิษ” มันค้างในหลอดลมและถุงลม 

อาการคือ… 

ร่างกายจึง “ไอ จนตัวงอ” 

เพื่อพยายามขับฝุ่นควันพิษและเสมหะที่เกาะออกมา 

แต่เพราะถุงลมหย่อน ดันไม่มีแรง 

ไอยังไงก็ไม่ออกหมด 

เพราะ “ฝุ่นควันพิษ” เกิดการการอักเสบจนถุงลมหย่อน 

อาการคือ…

“นอนผิดท่า” ไม่ได้ 

เพราะปอดที่หย่อน ไปกดทับทางเดินหายใจ 

ทำให้ตีบ หายใจไม่ออก 

ต้องรีบลุกพรวดตื่นขึ้นมา 

ต้องกลายเป็นคน “นอน แบบนั่ง” 

บางทีต้องเอาหมอน 2-3 ใบมาหนุนช่วย 

เพราะ “ฝุ่นควันพิษ” ทำให้เซลล์ปอดหมดพลังงาน 

อาการคือ… 

เวลาหายใจ “ลมเข้าไม่เต็มปอด” 

เหมือนหายใจไม่อิ่ม 

ต้องอ้าปากช่วยหายใจยาวๆ หรือถี่ๆ 

จน “หอบ” เหนื่อย 

ทำอะไรนิดหน่อยก็หอบ ก็เหนื่อย 

เพราะ “ฝุ่นควันพิษ” สะสมจนหลอดลมหนาตัว 

อาการคือ… 

เวลาหายใจ จึงมีเสียง “หวีด” 

เพราะมันไปขวางทางเดินหายใจ 

พอทางเดินตีบก็จะมีเสียงเวลาลมผ่าน 

เพราะ “ฝุ่นควันพิษ” คุมไม่ได้ว่าจะกำเริบเมื่อไหร่ 

อาการคือ… 

คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า 

อาการจะ “กำเริบ” เมื่อไหร่ 

จึงทำให้คุณต้องพกยาพ่นติดตัวเอาไว้ตลอด 

(ลืมยาพ่น แย่กว่าลืมโทรศัพท์) 

เพราะ “ฝุ่นควันพิษ” สร้างวงจรซ้อนตัวเอง 

อาการคือ… 

ปอดที่เสียแล้วยิ่งอ่อนแอลง 

ติดเชื้อซ้ำก็ง่าย 

แต่ละครั้งที่กำเริบ ปอดยิ่งแย่อีก 

จน “เรื้อรัง” เป็นสิบปี 

(คนไข้หลายคนบอก “รอดตายมาหลายครั้งแล้ว”) 

เพราะ “ฝุ่นควันพิษ” สะสมในปอดคุณทุกวัน 

และก่อปัญหา 3 ทางพร้อมกัน — แบบนี้แหละครับ 

คุณถึง “ทรมานแทบตาย” 

และ “ไม่ดีขึ้นซักที” 

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ 

คุณได้หัวใจไปหมดแล้ว 

(คนที่อ่านข้ามๆ อาจจะพลาดหัวใจที่สำคัญ) 

ถ้าคุณถามคำถามแบบนี้ 

ผมดีใจกับคุณด้วยนะครับ 

แสดงว่าคุณเข้าใจแล้ว 

ก็เพราะที่คุณ “ทรมานแทบตาย” 

เพราะ “ฝุ่นควันพิษ” ที่ค้างในปอด… 

มันไม่หยุดเองครับ!!! 

และการอักเสบที่มันก่อ ก็ไม่หายเองด้วย 

ถ้าจะหยุดฝุ่นควันพิษและลดการอักเสบที่มันก่อ 

ต้องเข้าไปดูแลที่ “ต้นเหตุ” 3 ที่พร้อมกัน 

คือ ลดการอักเสบ + เสริมภูมิคุ้มกัน + ฟื้นพลังงานเซลล์ 

ตรงนี้คือจุดสำคัญที่สุดแล้วครับ 

ทีม BLB ได้พัฒนาสูตรเฉพาะ ที่ดูแลทั้ง 3 ต้นเหตุนี้พร้อมกัน 

คลิกปุ่มด้านล่าง เพื่อดูรายละเอียดแบบครบเลยครับ 

“แชร์โพสนี้ให้คนที่คุณรัก” 

ที่เค้าเป็นถุงลมโป่งพองด้วยนะครับ 

(เผื่อเค้าจะได้รู้ว่ายังมีทางดูแลตัวเอง) 

หมายเหตุ: ข้อมูลสุขภาพในเอกสารนี้ 

ใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจเบื้องต้น 

ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ 

ผู้มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้